การนอนหลับและความฝัน มีบทบาทกับอารมณ์และความรู้สึก

การนอนหลับและความฝัน
เชื่อว่าทุกๆคนคงเคยฝันกันมาในทุกรูปแบบแล้ว ไม่ว่าจะเป็นฝันดี ฝันร้าย ฝันว่าแต่งงาน ฝันว่าโดนไล่ล่า ฝันว่าวิ่งหนีอะไรสักอย่าง ฝันว่าโดนผีหลอก ฝันว่าถูกหวย ฝันว่าได้ทอง ฝันว่าเหาะได้ ฝันว่าเป็นการ์ตูนหรืออะไรก็แล้วแต่ คงจะเคยฝันกันมาบ้างแล้ว และในบางความฝันอาจจะทำให้เราสะดุ้งตื่นหรือรู้สึกเหนื่อยมากๆบ้างก็มี

ความฝันจะเป็นสิ่งที่คอยกำหนดให้กับเราได้ว่า เมื่อเราตื่นมาเร้าจะรู้สึกกระฉับกระเฉง หรือรู้สึกเหนื่อยหน่ายไม่มีแรง ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่าความฝันเป็นสิ่งที่สามารถเข้าไปทำให้อารมณ์ของเราแปรปรวนไปตามความฝันได้ ก็อย่างที่บอกข้างต้นว่าคุณอาจเคยฝันว่าโดนไล่ล่าคุณวิ่งหนีสุดชีวิต พอคุณตื่นมาหรือสะดุ้งตื่นมาบางครั้งคุณก็จะรู้สึกเหนื่อยมากๆ รู้สึกอ่อนล้าไปหมด

beautiful girl sleeps in the bedroom

นั่นแหละคะความฝันเข้ามามีบทบาทกับอารมณ์และความรู้สึกของเราแล้ว การที่คนเราฝันก็เพื่อเป็นการที่ร่างกานความคิดหรืออะไรก็แล้วแต่ปลดปล่อยความต้องการของเราออกมา ซึ่งคนเรานั้นมีความต้องการในแบบของตนเองมีความคิดความฝันที่บางทีก็ไม่อาจบอกใครได้ การฝันก็เป็นอีกตัวช่วยหนึ่งที่ร่างกายทำให้เราได้ปลดปล่อยออกมา

ดังนั้นในยามที่เราหลับและเราฝัน ต่อให้เราหลับลึกสักแค่ไหน หรือฝันดีมากขนาดไหน ถ้าจู่ๆร่างกายอยู่ดีๆก็สะดุ้งตื่นขึ้นมาละก็ ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สามารถทำให้เรารู้สึกหงุดหงิดได้ หรือทำให้อารมณ์ของเราในตอนกลางวันฉุนเฉียวหรือหงุดหงิดไปเลยก็ได้

การปลูกถ่ายหัวใจ คืออะไร?

การปลูกถ่ายหัวใจ
การปลูกถ่ายหัวใจ เป็นการผ่าตัดเพื่อเปลี่ยนถ่ายหัวใจให้แก่ผู้ป่วยที่มีปัญหาโรคหัวใจ เช่น ผุ้ป่วยโรคหัวใจ หรือมีปัญหาเกี่ยวกับหัวใจ เป็นต้น สำหรับหัวใจที่นำมาใช้เปลี่ยนให้กับผู้ป่วยมักจะนำหัวใจของคนที่มีสภาพปกติ แต่เสียชีวิตกะทันหันด้วยอุบัติเหตุ ซึ่งจะต้องผ่าตัดเอาหัวใจดวงใหม่ไปใส่ไว้แทนที่หัวใจดวงเดิม

ปัญหาที่พบในการปลูกถ่ายหัวใจ คือ การขาดแคลนหัวใจที่จะนำมาใช้ในการปลูกถ่ายหัวใจ การดูแลและปฏิบัติตนหลังการปลูกถ่ายหัวใจอย่างเคร่งครัด และปัญหาค่าใช้จ่ายในการรักษาค่อนข้างสูง จึงไม่สามารถปลูกถ่ายหัวใจได้ทุกคน ปลูกถ่ายหัวใจได้เพียงผู้ป่วยบางส่วนเท่านั้น


การปลูกถ่ายหัวใจก็ได้มีการพัฒนาขึ้นไปมากจากสมัยก่อน ร้อยละ 80 ผู้ป่วยสามารถอยู่รอดได้ 1 ปี ร้อยละ 70 อยู่รอดได้ 5 ปี ร้อยละ 50 อยู่รอดได้ 10 ปี ร้อยละ 15 อยู่รอดได้ 20 ปี ของผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ ขึ้นอยู่กับการดูแลและปฏิบัติตนเองอย่างเคร่งครัดหลังการผ่าตัดปลูกถ่ายหัวใจ หากดูแลตนเองไม่ดี การปลูกถ่ายหัวใจก็ไม่มีประโยชน์อะไร

ผู้ป่วยที่จะได้รับการปลูกถ่ายหัวใจต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยสุขภาพจิตจากจิตแพทย์ เพราะถ้าผู้ป่วยได้รับการปลูกถ่ายหัวใจแล้วอาจจะมีอาการทางจิตได้ เมื่อหลังผ่าตัดก็ยังคงต้องพบจิตแพทย์อยู่สม่ำเสมอ เพื่อความปลอดภัยแก่ตัวผู่ป่วย คอยแนะนำวิธีการดูแลตนเองอยู่บ่อยให้ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดและคอยตรวจดูอาการหลังการปลูกถ่ายหัวใจ

การป้องกันตนเองจากโรคอัลไซเมอร์

โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer’s Disease) เกิดจากเซลล์สมองที่ตายทำให้เป็นโรคอัลไซเมอร์หรือโรคที่หลายคนรู้จักว่าโรคสมองเสื่อม ซึ่งสมองไม่สามารถทำงานได้ตามปกติเพราะเซลล์สมองตายส่งผลกระทบต่ออารมณ์ ความเคลื่อนไหว ความอ่อนไหว ความทรงจำจนอาจจะรุนแรงถึงขั้นทำกิจวัตรประจำวันไม่ได้และในระยะสุดท้ายผู้ป่วยจะสูญเสียความทรงจำ

เมื่อมีอายุเพิ่มมากขึ้นก็ยิ่งมีโอกาสเป็นโรคอัลไซเมอร์ ร้อยละ 25 ของผู้ป่วยอายุ 85 ปีป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์ อีกทั้งยังเกี่ยวกับโรคความดันโลหิตสูงเรื้อรัง ถ้าหากเป็นโรคนี้ร่วมด้วยก็ยิ่งมีโอกาสทำให้ผู้ป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์และสูญเสียความทรงจำ ควรควบคุมความดันให้ลดลงอย่างต่อเนื่อง และกรรมพันธุ์ หากมีบุคคลในครอบครัวเป็นโรคอัลไซเมอร์ก็จะมีโอกาสเสี่ยงเช่นกัน


สำหรับการป้องกันตอนเองจากโรคอัลไซเมอร์ที่ดีที่สุดคือ การดูแลสุขภาพของตนเอง ควรรับประทานอาหารที่บำรุงสมองเป็นประจำเพื่อเป้นการบำรุงและกระตุ้นเซลล์สมองไม่ให้ตายได้ หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง ของทอด อาหารเค็มจัด หวานจัด และอาหารหมักดอง ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและควรจัดการกับความเครียดของตนเอง

เพราะฉะนั้นโรคอัลไซเมอร์จึงเป็นโรคที่ใครหลายคนกลัวแต่เราก็สามารถป้องกันได้ด้วยการดูแลตนเอง และคนรอบข้างต้องรู้จักใส่ใจหากต้องอยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วย เพราะในระยะแรกอาจจะก้าวร้าว อารมณ์แปรปรวน ดูแลยาก แต่ต้องเอาใจใส่ผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์อยู่เสมอ

เคล็ดลับความงามในแต่ละวัน

สวยใสได้ทุกวันดังนี้

  1.  ในการล้างหน้าทุกๆครั้งควรล้างให้สะอาดโดยการนวดเบาๆ อย่าใช้แรงในการถูเยอะ ค่อยๆนวดให้ทั่วใบหน้า
    2.  ในระหว่างวันควรพกกระดาษซับหน้ามันติดตัวไว้บ้าง อย่าปล่อยให้หน้ามันเพราะจะทำให้เกิดรูขุมขนอุดตัน และ สิวได้
    3.  เวลานอนท่าที่เหมาะสมที่สุดคือการนอนหงาย เพราะเป็นท่าที่กรดูสันหลังได้รับการพักผ่อน ปอดทำงานได้สะดวก อีกทั้งป้องกันการสะสมของแบคทีเรีย และ การเกิดริ้วรอยบนใบหน้า
    4.  ดื่มน้ำบ่อยๆไม่ควรดื่มคราวละมากๆ ให้เปลี่ยนเป็นการจิ๊บน้ำบ่อยๆแทน
    5.  อย่าเลียริมฝีปาก เพราะจะทำให้ ริมฝีปากแห้ง ดำ และแตกเป็นขุย
    6.  การเลือกเสื้อผ้าในแต่ละวัน ควรเลือกให้เหมาะกับรูปร่าง เวลา สถานที่ โดยคนที่มีรูปร่างท้วมๆให้แต่งแนวโทนสีมึดๆเพราะจะเป็นการช่วยอำพรางหุ่นให้ดูเพรียวลงได้ ส่วนคนที่ผอมบางให้ใส่โทนสีสว่างๆ


7.  ในการสวมชุดรัดรูป ให้ใส่ชุดชั้นในแบบไร้ตะเข็บเพื่อปกปิดรอยชั้นใน
8.  ถ้าคุณเป็นคนไม่สูงให้ใส่ส้นสูงเพื่อให้ดูตัวโปร่งขึ้น
9.  แปรงฟันหรือบ้วนปากทุกครั้งหลังรับประทานอาหาร
10.  อย่าปล่อยให้ใบหน้าซีดเซียวดูสุขภาพไม่ดี ให้แต่งหน้าอ่อนๆ
11.  ทาครีมกันแดดทุกครั้งที่จะออกไปด้านนอก
12.  หลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดจัดๆ
13.  เวลาอยู่ในห้องแอร์ให้หาผ้ามาคลุมขาส่วนที่กระโปรงคุมไม่ถึงเพราอากาศเย็นจะเป็นตัวการทำให้เกิดเซลล์ลูไล
14.  ทำจิตใจให้เบิกบาน อย่าเครียดมากจนเกินไป

 

รู้หรือไม่! ดื่มน้ำเต้าหู้ช่วยลดไขมันได้

น้ำเต้าหู้ หรือ นมถั่วเหลืองนั้น ต่างก็ถูกผลิตมาจากวัตถุดิบหลักเดียวกันก็คือ “ ถั่วเหลือง ” และคุณทราบหรือไม่ค่ะว่าการรับประทานนมถั่วเหลือง หรือน้ำเต้าหู้เป็นประจำนั้น สามารถช่วยลดปริมาณของไขมันส่วนเกินที่เข้าไปสะสมที่อยู่บริเวณกระเพาะอาหารของร่ายกายคนเราได้ ซึ่งประโยชน์เหล่านี้ล้วนได้มาเพราะถั่วเหลือง

โดยการดื่มนมถั่วเหลือง หรือ การดื่มน้ำเต้าหู้นั้น จะช่วยลดไขมันที่สะสมอยู่บริเวณกระเพาะอาหาร ซึ่งเจ้าไขมันนี้มีผลเสียต่อสุขภาพของคนเราเป็นอย่างมาก ซึ่งหนึ่งในผลเสียนั้นก็คือ โรคหัวใจวายเฉียบพลัน , โรคเบาหวาน , โรคอ้วน ซึ่งโรคอ้วนเมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ส่งผลให้เป็นโรคอื่นอีกต่ออีกเป็นทอดๆ


ซึ่งในผลที่บอกว่าน้ำเต้าหู้ช่วยลดปริมาณของไขมันในกระเพาะอาหารได้นั้น เค้าศึกษาจากการที่ให้อาสาสมัคหญิงทั้งหมด 9 คน ที่ทุกๆคนจะอยู่ในวัยที่หมดประจำเดือนแล้ว จากนั้นจะแบ่งหญิงทั้งหมดออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มที่ 1 ให้รับประทานนมถั่วเหลืองจริงๆวันล่ะ 1 แก้วต่อวัน ส่วนกลุ่มที่สองก็ให้รับประทานนมถั่วเหลืองเทียมวันละ 1 แก้วเช่นกัน เป็นเวลาทั้งหมด 3 เดือน

จากผลการทดลองพบว่า อาสาสมัคหญิงในกลุ่มแรกมีน้ำหนักตัวที่ลดลง และมีปริมาณของไขมันสะสมที่บริเวณรอบๆเอวลดลงกว่าเดิม ซึ่งจะแตกต่างกับอาสาสมัคกลุ่มที่ 2 เป็นอย่างมาก ฉะนั้นผู้ที่ชอบรับประทานอาหาร หวานๆ หรืออาหารมันๆ ก็ให้ลด ปริมาณในการรับประทานลง และหันมารับประทานนมถั่วเหลืองหรือน้ำเต้าหู้กันเยอะๆนะคะ